มีข่าวการระบาดของฝีดาษวานรในประเทศอังกฤษ โปรตุเกส และในประเทศใน EU เนื่องจากมีข่าวการระบาดมากขึ้น และเริ่มมีการเดินทางกันอีก ก็ควรระวัง รู้จักไว้ก่อนจะดีกว่า อย่างไรก็ดีโรคนี้ไม่น่ากลัว และไม่น่าจะระบาดทั่วโลก ในฐานะ Risk manager จึงควรรู้จักไว้ และประเมินว่าจะมาเกิดที่ประเทศเราได้หรือไม่
ฝีดาษวานร (Monkeypox) ถูกพบครั้งแรกในปี 1958 เมื่อมีการระบาดของโรคที่คล้ายไข้ทรพิษซึ่งเกิดในกลุ่มของลิงที่เลี้ยงไว้ทำวิจัย จึงได้ชื่อว่า ฝีดาษวานร ซึ่งมีคนเป็นโรคฝีดาษวานรในปี 1970 ในสาธารณรัฐประชาชนประชาธิปไตยคองโก ระหว่างการพยายามจะกำจัดเชื้อไข้ทรพิษในประเทศ หลังจากนั้นก็มีคนเป็นในประเทศแถบอาฟริกากลางและตะวันตก โรคฝีดาษวานรเป็นโรคพบได้ยากซึ่งเกิดจาก monkeypox virus ซึ่งอยู่ใน Orthopoxvirus genus ในสกุล Poxviridae โดยไวรัสในกลุ่ม Orthopoxvirus ที่รู้จักกันดีคือ variola virus (ซึ่งทำให้เกิดไข้ทรพิษ) vaccinia virus (ใช้ในวัคซีนไข้ทรพิษ) และ ไข้ทรพิษวัว นอกจากนี้ยังมีการระบาดไปอเมริกา อิสราเอล สิงคโปร์ และประเทศอังกฤษ แหล่งเชื้อยังไม่ทราบแน่นอน แต่ก็คิดว่าคือ Africa rodents และ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ไม่ใช่มนุษย์ เป็นแหล่งไวรัสและติดไปยังมนุษย์ ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรในอเมริกาพบน้อยมาก เนื่องจากไม่ได้เกิดโดยธรรมชาติในประเทศ แต่เกี่ยวข้องกับการเดินทางระหว่างประเทศ และการสั่งสัตว์เข้ามาจากประเทศที่เป็นแหล่งโรค เช่นในเดือน พย 2021 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเดินทาง โดยพบในประชาชนอเมริกันรายหนึ่งรัฐแมรีแลนด์ซึ่งเพิ่งกลับจากประเทศไนจีเรีย ทางศูนย์ควบคุมโรค (CDC) อเมริกาได้สอบกลับเรื่องาการเดินทางและหาผู้สัมผัส โดยให้ผู้สัมผัสเฝ้าสังเกตอาการ 21 วัน เนื่องจากเป็นระยะฟักตัวตั้งแต่ติดจนมีอาการ และในเดือนกรกฏาคม 2021 มีผู้ป่วยโรคฝีดาษวานรอีกรายเดินทางเข้ามาจากประเทศไนจีเรีย มีผู้สัมผัสถึง 200 คน และทาง CDC ให้สังเกตอาการจนครบ 21 วัน ซึ่งไม่มีใครเป็น
อาการและอาการแสดง
ผู้ป่วยจะมีอาการคล้ายกับไข้ทรพิษ แต่รุนแรงน้อยกว่า โดยฝีดาษวานรจะเริ่มด้วยมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ และรู้สึกหมดแรง ข้อแตกต่างระหว่างทั้งสองโรค คือฝีดาษวานรทำให้ต่อมน้ำเหลืองโต แต่ไข้ทรพิษไม่มีต่อมน้ำเหลืองโต ระยะฟักตัว (ตั้งแต่ติดเชื้อจนมีอาการ) ของฝีดาษวานรส่วนใหญ่คือ 7-14 วัน แต่อาจเป็นได้ตั้งแต่ 5 -21 วัน โดยไข้จะเริ่มจาก มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ต่อมน้ำเหลืองโต หนาวสั่น หมดแรง โดยภายใน 1-3 วัน (บางทีใช้เวลานานกว่า) หลังจากมีไข้ ผู้ป่วยจะเริ่มมีผื่นโดยเริ่มที่หน้า และกระจายไปส่วนอื่นๆของร่างกาย และจะกลายเป็นตุ่มนูน เม็ดใส เม็ดหนอง หรือเป็นสะเก็ด อาการจะเป็น 2-4 สัปดาห์ ในอาฟริกาฝีดาษวานรทำให้มีการตาย 1 ใน 10 รายของคนที่เป็นโรคนี้
ลักษณะของผื่น
ผื่นจะเริ่มภายใน 1-3 วันหลังจากเป็นไข้ โดยผื่นจะพบมากที่หน้าและแขนขามากกว่าลำตัว โดยเป็นทีหน้า (95%) และฝ่ามือ ฝ่าเท้า (75%) และมีที่เยื่อเมืองที่ปาก (70%) อวัยวะเพศ (30%) และตาขาว (20%) เช่นเดียวกับที่กระจกตา ผื่นจะมีตั้งแต่เป็น macules (รอยโรคไม่นูน) เป็น papules (นูนขึ้นมาจากรอยโรคเล็กน้อย) เป็น vesicles (เป็นรอยโรคที่มีน้ำใสอยู่ภายใน) pustules (รอยโรคที่มีหนองอยู่ภายใน) และ สะเก็ดโดยมีรอยโรคแตกต่างกันจากสองสามรอย ถึงเป็นพันรอย ในรายที่รุนแรงรอยโรคจะมารวมกันจนหนังลอกออกมา
การดำเนินโรค
ฝีดาษวานรเป็นโรคที่หายได้เองโดยมีอาการประมาณ 2-4 สัปดาห์ ในรายที่รุนแรงส่วนใหญ่เกิดในเด็กและเกี่ยวข้องกับลักษณะของการสัมผัสไวรัส ภาวะสุขภาพของผู้สัมผัสและผลแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น โดยผลแทรกซ้อนของฝีดาษวานรได้แก่การติดเชื้อทุติยภูมิ ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด ไข้สมองอักเสบ และติดเชื้อที่กระจกตาทำให้ตาบอด ผู้ที่อาศัยใกล้ป่าหรือเลี้ยงสัตว์ป่า อาจมีการสัมผัสไม่มาก ทำให้ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการได้
อัตราตายของฝีดาษวานรจะแตกต่างกันระหว่าง 0-11% ในประชาชนทั่วไป และสูงกว่าในเด็กเล็ก และในคนที่อายุน้อยกว่า 40-50 ปี เนื่องจากหยุดปลูกฝีดาษ ป้องกันไข้ทรพิษ เนื่องจากไข้ทรพิษถูกกำจัดออกไปทั่วโลก
การติดต่อ
เกิดจากผู้ป่วยสัมผัสไวรัสจากสัตว์ คน หรือ สิ่งของที่ปนเปื้อนไวรัส ไวรัสเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผลที่ผิวหนัง (แม้จะมองไม่เห็น) ระบบหายใจ หรือเยื่อเมือก (ตา จมูก หรือปาก) หรือติดโดยการถูกกัดหรือถูกข่วน การสัมผัสโดยตรงกับของเหลวหรือของเหลวจากผู้ป่วยที่เปรอะเปื้อนบนเตียง การติดจากคนไปคน เกิดจากละอองฝอยจากทางเดินหายใจ ซึ่งจะลอยได้ไม่ไกล ดังนั้นการพูดคุยใกล้ชิดกันเป็นเวลานานจึงจะทำให้ติดเชื้อ
การควบคุมป้องกัน
ทำได้โดยการให้วัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ ยาต้านไวรัส และ vaccinia immune globulin (VIG)