


วันนี้มีข่าวมีผู้ถึงแก่กรรมด้วยหัวใจหยุดเต้นกะทันหันระหว่างการวิ่งระยะไกล สามคนทีเดียว คนหนึ่งเป็นรองอธิบดีกรมควบคุมโรค ที่รู้จักดี มีข่าวแบบนี้เป็นระยะ การวิ่งเป็นเรื่องดี เป็นการออกกำลังที่ดีต่อสุขภาพ มีผลดีมากกว่าผลเสียแน่ๆ แต่นักวิ่งควรมีการเตรียมพร้อมและฟิตสุขภาพให้ดี มีโรคบางโรคที่เป็นผลเสียถ้ามีการวิ่งระยะไกล ในระยะหลังมีคนนิยมวิ่งมากขึ้น มีการแข่งขันจัดมากขึ้น (งดไปในช่วง COVID-19 และเริ่มกลับมาใหม่) ถ้าคุณอยากวิ่งระยะไกล ควรไปตรวจสุขภาพด้วย ไม่ว่าจะอายุน้อยหรือมาก ฟิตหรือไม่ ปัจจุบันยังไม่มีการบังคับว่านักวิ่งจะต้องมีใบรับรองแพทย์ก่อน แต่จากจำนวนที่มากขึ้น และการที่พบการถึงแก่กรรมมากขึ้น ก็ถือว่าต้องระวังไว้ (มีบางประเทศที่บังคับต้องมีใบรับรองแพทย์ เช่น ประเทศอิตาลี) ในการศึกษาของ NEJM ในตัวอย่างข้างล่างนี้ เป็นการศึกษาเฉพาะในอเมริกา ในช่วงปี 2000-2010 อัตราการมีภาวะหัวใจหยุดเต้น เพิ่มมากในช่วง ห้าปีหลัง และจากบทสัมภาษณ์ของ website Cleveland .com ก็มีการยกตัวอย่างข่าวภาวะหัวใจหยุดเต้นในประเทศต่างๆ ในช่วงปี 2019 แสดงว่ามีมากขึ้น แต่อย่างที่บอกครับ ว่าไม่ได้นำมาลงเพราะไม่สนับสนุน แต่สนับสนุนให้วิ่งเต็มที่ เพราะผลดีมีมากกว่าผลเสีย แต่ต้องซ้อมให้ดี ระวังสุขภาพตัวเองด้วย
ภาวะหัวใจหยุดเต้นระหว่างการวิ่งแข่งขันระยะไกล (Cardiac Arrest during Long-Distance Running Races) ใน NEJM ปี 2012 (NEJM2012; 366:130-140) Kim JH et al. พบว่ามีชาวอเมริกันวิ่งแข่งระยะไกล 2 ล้านคนทุกปี มีการรายงานเกี่ยวกับภาวะหัวใจหยุดเต้นซึ่งเป็นที่น่ากังวลสำหรับการวิ่งนี้ ผู้ศึกษาใช้วิธีค้นหาอุบัติการณ์และผลลัพธ์ของหัวใจหยุดเต้นในการวิ่งมาราธอนและฮาฟมาราธอนในประเทศสหรัฐอเมริการะหว่างวันที่ 1 มกราคม 2000 ถึง 31 พฤษภาคม 2010 และหาลักษณะทางคลินิกของการหยุดเต้นโดยสัมภาษณ์ผู้รอดชีวิตและประวัติของผู้ถึงแก่กรรม โดยทบทวนเวชระเบียนและข้อมูลหลังการเสียชีวิต พบว่า ในนักวิ่ง 10.9 ล้านคน มี 59 คนถึงแก่กรรมจากหัวใจหยุดเต้น (อายุเฉลี่ย 42+/-13 ปี เป็นผู้ชาย 51 คน) คิดเป็นอัตรา 0.54 ต่อ 100,000 คน ส่วนใหญ่เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด อัตราเป็นจะสูงระหว่างการวิ่งมาราธอน (1.01 ต่อ 100,000 คน) มากกว่าฮาฟมาราธอน (0.27 ต่อ 100,000 คน) และเป็นในผู้ชาย (0.90 ต่อ 100,000 คน) มากกว่าผู้หญิง (0.16 ต่อ 100,000 คน) นักวิ่งมาราธอนชายจะมีความเสี่ยงสูงสุดและถึงแก่กรรมในมากในช่วงหลังของการศึกษา (ในปี 2000-2004 มีอัตรา 0.71 ต่อ 100,000 คน ในปี 2005-2010 มีอัตรา 2.03 ต่อ 100,000 คน) ใน 59 รายที่พบ ถึงแก่กรรม 42 ราย (71%) โดยมีอัตรา 0.39 ต่อ 100,000 คน โดย 31 รายที่มีการบันทึกทางคลินิกครบถ้วน มีการช่วยชีวิต (CPR) โดยผู้พบเห็นข้างทาง และโรคหัวใจชนิดอื่นนอกจากหัวใจโตจากกล้ามเนื้อหัวใจมีพยาธิสภาพ (cardiomyopathy) เป็นตัวทำนายว่าโอกาสรอดจะสูง (ถ้าเป็น cardiomyopathy โอกาสถึงแก่กรรมสูง) สรุป มาราธอนและฮาฟมาราธอนจะมีความเสี่ยงหัวแจหยุดเต้นและถึงแก่กรรมกระทันหันต่ำ ภาวะหัวใจหยุดเต้นพบว่าเกิดจาก hypertrophic cardiomyopathy หรือโรคหลอดเลือดหัวใจแข็งตัว (atherosclerotic coronary disease) มากที่สุดในกลุ่มนักวิ่งมาราธอนชาย และมีอัตราเพิ่มขึ้นในช่วงทศวรรษหลังที่ผ่านมา
จากบทความ Before you run a marathon, what health tests can you request? วันที่ 23 พฤษภาคม 2019 จากบทสัมภาษณ์ของ Timothy Miller ผู้อำนวยการของ endurance medicine ที่ Ohio State University’s Wexner Medical Center พบว่าการตายของนักวิ่งมาราธอนพบบ่อยกว่าที่คุณคิด Miller กล่าวว่ากุญแจสำคัญที่จะค้นหาความเสี่ยงนี้คือการตรวจสุขภาพก่อนการฝึกที่หนักหนาสาหัส ถ้าแพทย์รู้ว่าคุณจะต้องพบกับความเครียดสูงต่อร่างกาย (major stress on the body) แพทย์จะถามคำถามคัดกรองและทำการทดสอบตามทีจำเป็น คำถามอันหนึ่งที่สำคัญคือมีใครในครอบครัวตายเพราะสาเหตุจากหัวใจก่อนอายุ 50 หรือไม่ คำถามอื่นคือคุณเคยมีอาการเจ็บหน้าอกหรือปัญหากับการหายใจลำบากขณะฝึกหรือไม่ Miller ย้ำว่าเขาไม่ได้พยายามทำให้คนหยุดวิ่ง การวิ่งเป็นเรื่องดี และการวิ่งมาราธอนมีข้อดีต่อสุขภาพมากกว่าความเสี่ยง แต่ถ้าคุณไม่ได้ฝึกอย่างดี ก็หมายความว่าคุณจะเจอปัญหายุ่งยากแน่ ต่อไปนี้คือความเสี่ยงบางอย่าง
- Hypertrophic Cardiomyopathy (โรคที่เป็นอยู่แล้ว) เป็นโรคที่ผนังของหัวใจหนาตัวขึ้น เป็นสาเหตุของการถึงแก่กรรมในนักกีฬาอายุน้อย เมื่อผนังโตขึ้นการบีบตัวก็ถูกจำกัด ทำให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายไม่ได้ อาการส่วนมากจะไม่มีจนกว่าจะอายมากขึ้น ส่วนใหญ่กลุ่มนี้จะมีประวัติครอบครัวเป็นเหมือนกัน การตรวจคลื่นเสียงหัวใจ (Echo cardiography) จะช่วยค้นหาโรคนี้ได้ แต่ส่วนใหญ่นักวิ่งจะคิดว่าไม่จำเป็นเพราะอายุยังน้อยและร่างกายก็ฟิตดี
- หัวใจเต้นผิดจังหวะชนิด Wolff Parkinson White Syndrome (โรคที่เป็นอยู่แล้ว) โรคนี้พบได้น้อยมาก ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะจากตัวกำเนิดไฟฟ้าในหัวใจผิดปกติ บางครั้งสามารถตรวจพบได้ แต่ไม่มีอาการ หัวใจจะเต้นผิดจังหวะมากขึ้นขณะออกกำลัง โรคนี้พบได้โดยการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) และการทำ exercise stress test ซึ่งก็คือการวิ่งสายพานและตรวจไฟฟ้าหัวใจ